Culture

From the Bottom (Notes) of Her Heart: แรงบันดาลใจของ ‘อันลิ่’ และกลิ่นหอมจากจินตนาการที่ต้องดมให้นานที่สุดของ ‘Damilii-arCtic’

'น้ำหอม' ของใช้อย่างหนึ่งที่ใครหลายๆ คนน่าจะคุ้นเคยกันเป็นอย่างดี กลิ่นหอมที่สะกดทุกความรู้สึก และบอกเล่าตัวตนของผู้สวมใส่มัน แต่ที่มากไปกว่านั้นน้ำหอมหลายๆ กลิ่นมีเรื่องราว และแรงบันดาลใจซ่อนอยู่เบื้องหลัง ซึ่งทุกเรื่องราวย่อมมีคนเล่า วันนี้ EQ อยากพาทุกคนไปทำความรู้จักกับ ‘สุคนธกร’ หรือ ‘นักปรุงน้ำหอม’ (Perfumer) อาชีพที่หยิบเอา ‘กลิ่น’ มาถ่ายทอดเป็นเรื่องราว และงานศิลป์ที่คุณสวมใส่ได้

ลองจินตนาการถึงพืชพรรณบนดาวอังคาร กลิ่นของมันจะออกมาเป็นอย่างไร? กลิ่นไหนที่จะทำให้คุณต้องนึกถึงภาพความโหยหาใน ‘งานศพ’? แล้วถ้าพูดถึง ‘นรก’ กลิ่นของที่นั่นจะออกมาเป็นแบบไหน? ‘Damilii-arCtic’ จาก ‘อันลิ่’ – อันลิชาร์ เฮนสต๊อค คือ แบรนด์น้ำหอมที่จะเล่าให้ทุกคนเข้าใจ

Designing Her Scented Destiny

เรามีโอกาสได้คุยกับอันลิ่ถึงเส้นทางการเป็นนักปรุงน้ำหอมของเธอว่า อะไรคือแรงบันดาลใจที่ทำให้แฟชั่นดีไซเนอร์สาว ผันตัวสู่นักปรุงกลิ่น

“เริ่มเมื่อสัก 3 ปีที่แล้ว ตอนแรกเลย ลิ่เป็นดีไซเนอร์มาก่อน ทำงานเป็นแฟชั่นดีไซเนอร์ แล้วทีนี้ก็อยากลองหาอะไรทำใหม่ๆ อยากลองทำงานด้านอื่น ที่ยังได้ใช้ความคิดการออกแบบ แล้วก็ดีไซน์เหมือนที่ตัวเองเคยถนัดมาก่อน แล้วพอมาเรียนคลาสน้ำหอม เราก็ได้รู้ว่า การออกแบบกลิ่นหอมต้องใช้แรงบันดาลใจ แล้วก็มาออกแบบ ไม่ต่างจากการดีไซน์อื่นๆ เลย ก็เลยคิดว่า เออ เรามาถูกทางแล้วนะเออ

ตอนแรกเลยแรงบันดาลใจไม่ได้มาจากตัวเองนะคะ แต่ว่าเป็นสิ่งใครคนหนึ่งที่เคยอยู่ในชีวิตของเราในช่วงนั้น เมื่อ 3 ปีที่แล้ว ก็คือ แฟนที่คบอยู่ตอนนั้น เขาพูดว่า อยากทำแบรนด์น้ำหอมจังเลย ก็ไม่รู้ไปเอาไอเดียมาจากไหน ซึ่งตรงกับความต้องการของเราในตอนนั้นคือ อยากทำอะไรสักอย่างที่เป็นแบรนด์ของตัวเอง”

พอได้ฟังอย่างนั้น เราก็เริ่มสนใจว่า การหันเหตัวเองจากการเป็นแฟชั่นดีไซเนอร์ มาสู่สุคนธกรผู้รังสรรค์น้ำหอม ทำให้อันลิ่ได้บทเรียนอะไรบ้าง ซึ่งเจ้าตัวก็ตอบเราได้อย่างน่าสนใจ

ก็ให้บทเรียนครั้งยิ่งใหญ่เหมือนกันนะคะ ในชีวิตของเราการทำงานเป็นดีไซเนอร์ เราก็จะได้บทเรียนผ่านการมองเห็นเนอะ เราเห็นแฟชั่นมันเปลี่ยนกระแสไปเรื่อยๆ ก็เป็นการเปิดโลกด้วยการมองเห็น แต่ทีนี้การเป็น Perfumer มันแตกต่างออกไปในเชิงว่า บทเรียนที่ได้ก็คือ การรับรู้กลิ่น เปลี่ยนจากการเป็นคนทั่วไป เพราะว่าเราเดินผ่านถังขยะเหม็นๆ ตอนนี้เราไม่ได้มองว่ามันเหม็นแล้วไง แต่เราคิดว่า 0.01% ของกลิ่นเหม็นนี้สามารถรวมเข้ากลิ่นหอมเลี่ยนๆ กลิ่นไหนได้บ้าง”

สำหรับอันลิ่แล้ว เธอมองว่ากลิ่นเปรียบเสมือนข้อความที่ส่งถึงทุกคนรอบข้าง เป็นสิ่งที่สะท้อนบุคลิกของคนๆ หนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นกลิ่นหอมหวาน เท่สุขุม หรือแม้แต่กลิ่นเหม็นเองก็ตาม ทุกกลิ่นล้วนสะท้อนสิ่งที่คนๆ หนึ่งอยากสื่อสารออกมาได้โดยไม่ต้องอาศัยคำพูดใดๆ เมื่อได้ยินแบบนั้น เราก็เริ่มสงสัยว่า น้ำหอม จำเป็นต้องมี ‘กลิ่นหอม’ อย่างเดียวหรือไม่?

น้ำหอม ความหมายมันตรงตัวมาอยู่แล้ว แน่นอนมันต้องหอมนะ แต่ทีนี้หอมของแต่ละคนมันไม่เหมือนกัน หอมของคุณอาจจะไม่หอมสำหรับคนอื่นก็ได้ การรังสรรค์กลิ่นหอมความสำคัญของมันก็คือ แรงบันดาลใจ เช่น แรงบันดาลใจมาจากป่าเขา มันก็ต้องเป็นกลิ่นป่าที่เขียวสดชื่นถูกไหมคะ แต่บางคนอาจจะไม่ชอบกลิ่นเขียวของป่า มันก็อาจจะเหม็นสำหรับเขาก็ได้ เพราะฉะนั้นมันไม่มีคำจำกัดความว่า หอมต้องแบบนี้ เหม็นจะต้องแบบนี้” อันลิ่อธิบาย

มาถึงจุดนี้ ถ้าจะไม่ถามอันลิ่ถึงความสุขของการได้ปรุงน้ำหอมก็คงไม่ได้ ซึ่งอันลิ่บอกว่า การได้เห็นน้ำหอม Prototype ที่ตัวเองออกแบบมานั้น เป็นรูปเป็นร่างได้ ก็นับว่าเป็นความสุข และความสำเร็จสำหรับเธอแล้ว

“แต่นั่นคือ ความสุขแค่แรกเริ่มนะคะ เพราะท้ายที่สุดแล้วเราวางกลิ่นออกจำหน่าย ซึ่งมีคนได้ดมสิ่งที่เราปรุงแล้วเขาชอบ การได้เห็นสีหน้าของคนที่ลองกลิ่นของเรา แล้วก็เขายิ้มกว้าง สายตาแสดงออกว่าเขาชอบ เขาทำหน้าแปลกใจ หรือว่าอะไรอย่างนี้ มันก็คือ ความสุขอย่างหนึ่งของคนปรุงน้ำหอม”

“อารมณ์จะคล้ายกับนักปรุงอาหาร หรือเชฟ สมมุติว่าเชฟเห็นคนกินแล้วทำหน้าอร่อย มีความสุขเนี่ย มันก็เหมือนกัน อารมณ์เดียวกันเลย”

Eau De Imaginary

เมื่อการปรุงน้ำหอม และขายน้ำหอมเพื่อถ่ายทอดเรื่องราวต่างๆ คือ ความสุขของอันลิ่ เราก็คงต้องให้เจ้าตัวพาเราออกเดินทางไปบนเส้นทางที่เหนือจินตนาการของแบรนด์ Damilii-arCtic (เด-มิ-ลี่-อาร์ก-ติก) ของเธอสักหน่อย

ซึ่งอันลิ่ก็เล่าให้เราฟังว่า แบรนด์น้ำหอมของเธอเกิดขึ้นมาได้เพราะ Thai Perfumers เนื่องจากเธอ เป็นสมาชิกกลุ่มแรกๆ ที่เข้าร่วมกับ Thai Perfumers ก่อนที่เธอได้ส่งน้ำหอมที่เธอดีไซน์เข้าร่วมโชว์ในงาน Bangkok Design Week ด้วยกลิ่น ‘Lolita’ ที่ได้รับกระแสดีเกินคาดจนต้องผลิตออกวางขาย

“แรงบันดาลก็มาจากหนังเรื่อง ‘Lolita’ มันเป็นหนังตั้งแต่ปี 80 ซึ่งตอนแรกเราดูหนังเรื่องนี้ เราไม่รู้เลยว่า มันสร้างมาจากเรื่องจริง แล้วเราไปรู้มาว่า Lolita เขาเป็นเด็กน้อยธรรมดาคนหนึ่งที่โดนล่อลวงโดยชายที่คลั่งเด็ก แล้วคือในหนังมันสื่อออกมาแบบ Lolita เนี่ย แก่แดด ยั่วยวนพ่อเลี้ยง แต่จริงๆ แล้วในหนังมันถูกสื่อผ่านมุมมอง ผ่านสายตาชายแก่ที่คลั่งเด็ก แต่เด็กไม่รู้อีโหน่อีเหน่ Lolita เลยเป็นกลิ่นที่ท้าทายมาก เพราะโน้ตเปิดจะมีความแสบซ่าก๋ากั่น อย่างที่เราได้เห็น Lolita ในหนังเลย แต่พอเคลื่อนไปจนสู่ Base Notes ซึ่งเราอยากให้ความสำคัญที่สุด มันก็เลยเป็นความจริงที่ว่า Lolita ก็เป็นแค่เด็กน้อยบริสุทธิ์คนหนึ่ง กลิ่นมันค่อนข้างจะเพียวมาก ในตอนสุดท้ายกลิ่นมันจะน่ารักมากเหมือนเด็กน้อย เหมือนแป้งเด็ก เราเลยส่งกลิ่นนี้ไปโชว์ ปรากฏว่าคนชอบมาก จนเราต้องเปิด Pre-order แต่จะขายเราก็ต้องมีชื่อแบรนด์ก่อน เลยได้เป็น Damilii-arCtic”

“คำว่า Damilii (เด-มิ-ลี่) มาจากชื่อเราเอง และคนสำคัญของเรา ส่วน Arctic เป็นสถานที่ที่เราอยากไปเที่ยวด้วยกัน อยากไปดูพระอาทิตย์เที่ยงคืนในแถบ Arctic Circle กับคนที่เรารักมากที่สุด เรารู้สึกว่า Damilii-arCtic ลงตัวจังเลย ชอบจังเลย เราก็เลยได้แบรนด์นี้ขึ้นมา”

นอกจากกลิ่นหอมที่ดีไซน์ออกมาได้เหนือจินตนาการมากแล้ว อีกสิ่งหนึ่งที่เป็นเอกลักษณ์มากที่สุดจาก Damilii-arCtic คือ ดีไซน์ของขวด ซึ่งแค่มองเข้าไปก็รู้ได้ทันทีว่า นี่คือ งานดีไซน์จากอันลิ่

“มันเกิดจากการออกแบบที่เราถนัด ตั้งแต่เป็นแฟชั่นดีไซเนอร์ มันก็คือความสุขอย่างหนึ่งเลยที่เราทำแบรนด์น้ำหอมออกมา เพราะเราได้ออกแบบขวดน้ำหอมด้วยนอกจากออกแบบกลิ่นที่ไม่เหมือนใครแล้ว เรายังออกแบบขวดที่ไม่มีที่ไหนมาก่อนอีกด้วยค่ะ”

‘Beyond Imaginary Perfume’ คือ นิยามที่อันลิ่ให้กับน้ำหอมของแบรนด์ Damilii-arCtic เพราะเธอบอกเราว่า เธอไม่อยากให้น้ำหอม ‘แมส’ หรือเหมือนกับน้ำหอมที่พบได้จากทุกๆ ที่ในโลก

“มันไม่ใช่แค่ Art, Indy หรือ Niche Perfume เพราะมันเป็นมากกว่าสิ่งที่เราจะ Imagine ได้”

เมื่อได้ฟังว่าอันลิ่ต้องการสร้างน้ำหอมที่แปลกไม่เหมือนใคร เราจึงให้เธอช่วยอธิบายขั้นตอนในการดีไซน์น้ำหอมให้เราฟัง

“อันดับแรกเลยก็ต้องมีแรงบันดาลใจก่อนนะ กลิ่นน้ำหอมที่จะปรุง เราจะต้องมีแรงบันดาลใจก่อน สำหรับลิ่ เราจะแบ่งปรุง Notes ออกเป็น Top Notes, Middle Notes และ Base Notes ก่อน

ลิ่จะทำ Base Notes ก่อนนะคะ เพราะว่าเราจะให้ความสำคัญกับสิ่งที่อยู่กับเรานานที่สุดก่อน เพราะเป็นกลิ่นที่อยู่กับเราไปอีก 5 - 6 ชั่วโมงเลย แบรนด์น้ำหอมอื่นๆ อาจจะอยากทำ Top Notes ให้เป็นกลิ่นที่เรียกลูกค้า แต่ลิ่ไม่ทำแบบนั้น เพราะ เราอยากให้กลิ่นที่อยู่กับเรานานที่สุดเป็นอะไรที่ดึงดูดใจคนมากกว่า” อันลิ่เล่าให้เราฟังก่อนที่จะเริ่มอธิบายถึงความท้าทายในการทำน้ำหอม

“เอาจริงๆ มันก็ยากนะคะ มันยากจริงๆ ในการเป็นนักปรุงน้ำหอม ลิ่เสียน้ำตากับมันเยอะเลยนะ เพราะในการปรุงกลิ่นมันไม่ง่ายเลย สารหอมก็แพงมาก เสียไปก็เยอะ ที่เสียน้ำตาก็เพราะเสียดายสารหอมที่มันพังไปพอมันพังแล้วมันก็ยากที่จะปรุงให้กลับมาหอมเหมือนเดิมได้ ท้าทายเหมือนกันนะคะ ทุกครั้งที่นั่งปรุงน้ำหอมก็ท้าทายตัวเองเต็มที่”

Imagining Hell’s Scent

นอกจากจะทำน้ำหอมออกมาขายแล้ว อันลิ่ยังเพิ่งคว้ารางวัลจากงานประกวดน้ำหอม The Aesthetic of Scent Awards 2023 ในสาขา Art Exploration กับน้ำหอมที่ชื่อ ‘อเวจีขุมที่ 18’ (Stairway to Hell) ซึ่งได้แรงบันดาลใจจากความฝันที่อันลิ่บอกเราว่า ชัดเจนจนจำได้แม้กระทั่งกลิ่น

“แรงบันดาลใจมาจากความฝัน เราก็ไม่คิดเนอะวันหนึ่งเราจะฝันถึงนรก เราบาปขนาดนั้นเลยเหรอ (หัวเราะ) ไม่คิดว่าเราจะฝันถึง แล้วมันก็สมจริงมาก อาจจะไปเห็นตามหนัง หรือตามอะไรที่มันติดตาติดใจแล้วก็ไปฝันถึง เพราะว่าเหมือนนรกของคนไทย ไม่เหมือนนรกของฝรั่ง แล้วเราร้อนมาก อาจจะเพราะลืมเปิดแอร์ก็ได้ ไม่รู้ว่าทำไมวันนั้นในฝันร้อนเหลือเกิน แล้วกลิ่นมันมา ก็แบบ เฮ้ย ทำไมถึงมีกลิ่นในฝันด้วย คิดว่ามันอาจจะมีสารหอมสักตัวหนึ่ง ในห้องปรุงน้ำหอมมันโชยมาเอื่อยๆ เพราะวันนั้นเราหลับบนโซฟาแล้วมันก็ใกล้กับโต๊ะปรุงน้ำหอมพอดี มันท้าทายมาก แล้วเราอยากทำกลิ่นนี้มาก พอดีช่วงนั้นเป็นช่วงที่มีการประกวดเข้ามาเราเลยได้โอกาสทำส่งไป

ตอนส่งกลิ่นเข้าประกวด มานึกๆ ดูเราก็ใจเหมือนกันนะ เพราะสารหอมแต่ละตัวมันแพงมาก เวลาปรุงแล้วไม่ได้ดั่งใจเราก็ต้องทิ้งมันไปเปล่าๆ เลย แล้วเราก็ใช้แต่สารหอมแพงๆ ทั้งนั้นเลย ซึ่งในการทำน้ำหอม มันจะมีการทำสิ่งที่เรียกว่า Accord ขึ้นมาก่อน ซึ่งมันจะมี Accord ตัวหนึ่งที่เราผสมได้โดยบังเอิญ เราเรียกมันว่า Boiled Beef Accord เกิดจากการผสม Tar (กลิ่นยางไม้) เข้ากับกลิ่นหอม แล้วเกิดเป็นกลิ่นคาวๆ ซึ่งมันพอดีเลย กลายเป็นอีกหนึ่งแอคคอร์ดที่เป็นซิกเนเจอร์ของเราไปเลย เรียกว่า แอคคอร์ดเนื้อต้ม พอเอาไปผสมกับกลิ่น Spice ให้ความรู้สึกร้อน คล้ายๆ ควันไฟ ได้เป็นกลิ่นคมๆ ชัดๆ” อันลิ่เล่าถึงที่มา และการทำน้ำหอม Stairway to Hell ในการประกวดครั้งนี้

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่อันลิ่ส่งน้ำหอมเข้าประกวด เพราะ ในปี 2022 เธอได้ส่งน้ำหอมกลิ่น ‘เสียงเพรียกสิ้น เพียงกลิ่นอุษาสาง’ (The Last Good-bye) กลิ่นน้ำหอมที่ได้แรงบันดาลใจจากงานศพ

“กลิ่นนั้นคือ มั่นใจมากนะ รู้สึกว่าสุดยอดแล้ว ในชีวิตนี้ไม่คิดว่าจะปรุงกลิ่นนั้นได้ แต่กลายเป็นว่า เราไม่ได้รางวัล แต่ก็ถือว่าเป็นที่พูดถึงอยู่พักหนึ่งเลย ก็รู้สึกปลื้มในระดับหนึ่ง ส่วนปีนี้เป็นอะไรที่ไม่ได้คาดคิด เรียกว่า เกินความคาดหวังนะคะ เพราะรู้สึกว่า ในที่สุดก็มีคนเข้าใจงานที่เราต้องการจะสื่อสารจริงๆ”

Tomorrow’s Scents

อันลิ่บอกกับเราว่า ทุกคนจะได้เห็นกลิ่นน้ำหอมใหม่ๆ ของ Damilii-arCtic แน่นอน เพราะเธอมีไอเดียอยู่ในหัวอีกเป็นร้อยๆ กลิ่นที่พร้อมจะนำมาพัฒนา และบอกเล่าเรื่องราวเหล่านั้น เราจึงถามสปอยล์จากอันลิ่ว่า กลิ่นต่อไปจะเป็นกลิ่นอะไร ซึ่งเธอก็ตอบมาว่า เป็นกลิ่นที่ได้แรงบันดาลใจจากการทำเกษตรกรรม เป็นกลิ่นที่เกี่ยวกับอาชีพ และเธออยากให้ทุกคนรอติดตามว่า กลิ่นนั้นจะเป็นกลิ่นอะไร (แอบกระซิบว่าจะมาให้ได้ดมกันในช่วงเดือนสิงหาคมนี้)

ก่อนจากกันเราให้อันลิ่ลองจินตนาการถึงอนาคตของวงการน้ำหอมในบ้านเราว่าจะเป็นอย่างไรต่อไป ซึ่งเธอก็ได้สะท้อนความคิดของเธอออกมาว่า

นักปรุงน้ำหอมไทยจริงๆ มีเยอะมาก แต่เขาอาจจะยังไม่มีพื้นที่ให้แสดงความสามารถ คนที่มีความรู้แน่นๆ ก็มีเยอะนะ ลิ่เชื่ออย่างหนึ่งว่า คนที่เก่งมากๆ แม้จะเกิดจากที่ขาดแคลน อาจจะไม่เสมอไป แต่ส่วนตัวคิดว่ามันจะเป็นอย่างนั้น หมายความว่า แม้ว่าบ้านเราจะไม่ใช่เมืองแห่งน้ำหอม แต่ใครจะรู้ว่า วันหนึ่งนักปรุงน้ำหอมที่เก่งที่สุดในโลก อาจจะมาจากประเทศไทยก็ได้ เพียงแค่เราได้มีโอกาสที่จะแสดงศักยภาพของเราบ้าง และต้องขอบคุณ Thai Perfumers ที่ทำให้เรามีพื้นที่ และถ้าพื้นที่ตรงนี้ขยายใหญ่ขึ้น ต่างประเทศเขาก็จะได้เห็นศักยภาพคนไทยมากขึ้น

เราคิดว่า น่าจะมีอะไรแบบนี้เยอะๆ อย่างเวทีประกวด หรือว่ามีสมาคมอะไรสักอย่างที่ช่วยผลักดัน เราคิดว่าตอนนี้อาจจะเป็นจุดเริ่มต้นเล็กๆ แต่เรามองว่า ถ้าเราผลักดันต่อไปเรื่อยๆ แน่นอนว่ามันก็จะต้องโตขึ้นแน่นอน”

ใครที่สนใจน้ำหอมของ Damilii-arCtic สามารถติดตามต่อได้ที่
Facebook:
Damilii-arcrtic